Posted by: tassieme on: 25/02/2009
บ้านของฉันตั้งอยู่ที่ Scott St. อยู่ในตำบลเล็กๆที่ชื่อว่า Bellerive ในอำเภอ Clarence ของเกาะแทสเมเนีย ถนนหน้าบ้านของฉันกว้างใหญ่มาก แต่ก็ไม่ทำให้เดินข้ามถนนลำบาก เพราะมีรถน้อย ละแวกบ้านฉันเป็นเนินเขา มีบ้านปลูกติดกันหลายหลัง แต่ละหลังล้วนเป็นบ้านชั้นเดียวแทบทั้งสิ้น


ครอบครัวของฉันมีอยู่ 5 คน คือ มัม แดด น้องอดัม น้องลอเรน และตัวฉัน มัมเป็นผู้ควบคุมคณะเชียร์หลีดเดอร์ ส่วนแดดเป็นผู้จัดการฝ่ายเทคนิคที่เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์อันดับหนึ่งของโฮบาร์ต ส่วนน้องลอเรนกำลังเรียนปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ ส่วนน้องอดัมเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เอกคอมพิวเตอร์ ที่ University of Tasmania มหาวิทยาลัยแห่งเดียวของรัฐนี้ และฉันเองกำลังเรียนคอร์สภาษาอังกฤษระดับ academic ที่มหาลัยเดียวกัน


บ้านของฉันเป็นบ้านชั้นเดียวเหมือนกับบ้านอื่นในละแวกเดียวกัน แต่กว้างมาก มีทั้งหมด 6 ห้อง แต่มีห้องน้ำแค่ห้องเดียว นอกบ้านมีสวนหน้าบ้านเล็กๆ ปลูกดอกไม้หลายชนิด มีสวนข้างบ้าน ที่ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้และผลไม้ มีหลายชนิดเหมือนกัน เช่น แตงซูกินี ดอกกระหล่ำ มะเขือเทศ และสตรอว์เบอร์รี่ เป็นต้น ซึ่งแดดเป็นคนปลูกไว้เอง เวลาที่มัมต้องการเอาไปทำอาหารก็จะเก็บมาทำได้เลย
เวลาว่างของครอบครัวฉัน แดดมักจะพาไปลงเรือยอชท์และตกปลากัน หรือไม่ก็จะชวนเพื่อนๆมาทำบาร์บีคิวปาร์ตี้กันที่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันและสนุกสนาน เพราะว่ามัมทำอาหารอร่อย หลังจากกินเสร็จพวกเราก็จะช่วยกันเก็บล้าง และมานั่งดูทีวีด้วยกัน

ครอบครัวของเรามีความสุขมาก ฉันชอบที่ได้อยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ นอกจากครอบครัวของฉันแล้ว ผู้คนก็ใจดี และบรรยากาศรอบๆก็สวยงามมาก ทำให้ฉันมีความสุขทุกวันนับตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่

Posted by: tassieme on: 31/01/2009
1. ล้างจานไม่หมด
จริงๆเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับอาการ culture shock มาบ้าง มีหลายอย่างที่เรารู้แล้วแต่ก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ หรือว่าค่อนข้างรับได้กับค่านิยมของคนที่คิดไม่เหมือนเรา มา
จากวัฒนธรรมที่แตกต่างกับเรา
แต่วันนี้พอมาเจอกับตัวเองเข้า รู้สึกอึ้งไปเหมือนกันก็เรื่องล้างจานเนี่ยแหละ วันนี้หลังจากที่กินอาหารเย็นกันเสร็จ เราก็ช่วยโฮสท์มัมเก็บล้างจานและอุปกรณ์ที่ทำอาหารตอน
แรก โฮสท์มัมเป็นคนล้าง เราเป็นคนเช็ด และเก็บเข้าที่บ้าง แต่ของที่เราเช็ดหลายอย่างยังมันแผลบอยู่เลยอ่ะ บางอันนี่เจ๋งกว่า ยังมี่คราบติดอยู่เลย เราก็ต้องเอาไปกรอกๆน้ำ
ซ้ำอีกที หุหุ แล้วน้ำก็ร้อนจนต้มมาม่าได้เลยวุ้ย มือแดงเลยอ่ะ แอบเห็นมือโฮสท์มัมงี้แดงแป๊ดเลย ยังกะเนื้อที่ต้มไปได้ครึ่งทางแล้ว เหอๆ
2. จ้อไปขำไป
เรื่องต่อมานี้จะว่าาขำก็ขำ งงก็งงงว่ะ คือตอนแรกเนี่ยโฮสท์มัมมารับเราที่สนามบิน พอขึ้นรถก็คุยจ้อเลย ถามเราเยอะมาก สักพักก็ถามว่าฟังที่เค้าพูดรู้เรื่องไม๊ เราก็ไม่รู้จะ
ตอบยังไง เพราะมันก็รู้เรื่องอะนะ แต่ไม่ได้รู้ไปหมดทุกคำหรอก ก็เลยตอบไปแบบประมาณเอาว่า 80% เค้าก็ดีใจใหญ่พูดรัวเลย แต่หลายๆทีที่ชอบพูดไปกลั้วหัวเราะไป ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเรื่องน่าขำ หรือมีอะไรให้ต้องหัวเราะอ่ะ คือเราก็เชื่อตัวเองไง ว่าฟังรู้เรื่อง เพราะก็ตอบถูก ต่อเรื่องกันได้เข้าใจ แต่งงว่าจะหัวเราะคลอไปตลอดทำไม หลังๆเข้าเลยต้องกลั้วหัวเราะตาม จะได้ดูว่าฟังรู้เรื่องอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย ฮาาา
3. ทิ้งอาหารกันง่ายๆซะงั้น
เมื่อวานตอนกำลังเตรียมกับข้าวเย็น โฮสท์มัมก็เคลียร์ตู้ ระหว่างรออาหารสุกได้ที่ เจอชามใบนึง มีผัดคล้ายๆมักกะโรนีอยู่ เค้าบอกว่าเก่าแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าเก็บไว้นานแค่
ไหนหรอก อยู่ๆเค้าเอาไปเททิ้งลงถังเฉยเลย อันนี้ยังพอเข้าใจได้ของมันเก่าเก็บ กินไปอาจไม่ดีกะท้อง
อีกครั้งหลังเก็บกวาดมื้อค่ำ ก็เอาของที่กินเสร็จเข้าตู้ อีหมูอบที่ว่าน่ะ ที่มันสอดไส้ เวลาเราตัดกินไส้มันก็มีทะลักๆออกมาใช่มะ ร่วนๆนิดนึง ก็ไม่มีใใครกวาดใส่จาน คือกวาด
ไปมั่งแล้วแหละ แต่มันไม่หมด โฮสท์มัมก็กวาดไปทิ้งถังซะงั้น ทั้งๆที่ยังงกินได้ คือตอนแรกเราดูอยู่คิดว่าเค้าจะเอามากร้วมเข้าปาก แป็นบ้านเรานี่แม่เรา หรือเรานี่กร้วมไป
แล้วไง นี่เค้าเล่นทิ้งทั้งงั้นเลยอะ เสียดายของมากมาย เหอๆ
Posted by: tassieme on: 31/01/2009
1. The bitch on the plane to Melbourne
หลังจากที่เขียนตอนก่อนหน้าเสร็จ ก็เริ่มง่วงได้ที่มาก เลยรีบเอาที่ปิดตามาปิดแล้วนอนซะ แต่นอนไปได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงเจ้าหนูข้างๆโหยหวนขึ้นมา หลายรอบมาก ร้องยังกะ
จะถูกจับไปโรงฆ่าสัตว์ หุหุ หรือว่ามันเกิดอาการโคลิค เด็กเห็นผีวะ จ๊ากก จนเราต้องตื่นมานั่งหัวโด่ อาหารก็มาเสิร์ฟต่ออีก ก็อร่อยใช้ได้นะ กินเสร็จก็เตรียมจะนอนอีกคำรบ ก็
ไอ่เจ้าเด็กตัวดีคนเดิมมันร้องอีกแล้ว น่าจะจับนุ๊กกี้ยัดปาก จะได้เงียบๆเสียงลงมั่ง เราเลยตื่นเกือบตลอดการเดินทาง จะดูหนังก็แย่อีก เพราะมันปิดเสียงไว้ หูฟังงรึก็โหลดไป
ไว้ใต้เครื่องแล้ว ไม่มีจะฟังกับเค้า สุดท้ายเลยได้แต่นั่งดูภาพจากจอจนม่อยหลับไป เอวัง
2. The bitch at the Tullamarine airport.
ตอนลงจากเครื่องคนวุ่นวายมาก แสนล้านแปด เข็นรถเข็นกระเป๋ามาขวางทางแบบยั๊วเยี้ยมากมาย เราก็เข็นสู้ พลางคิดในใจว่า อย่าเข้ามานะเฟร้ย อย่าแซงตรูนะเฟร้ย ขืน
แซงเดี๋ยวเจอดี หุหุ พร้อมกับเข็นรถของตัวเองแบบปาดซ้ายปาดขวาไปตามเรื่อง จนในที่สุดได้กระเป๋ามาจนได้
จากนั้นต้องรีบวิ่งไปยัง domestic อีก เพื่อไปขึ้นเครื่องให้ทัน ไฟลท์ที่มาจากกรุงเทพมันช้าไปราวครึ่งชม.ได้ จากตอนแรกที่คิดว่าจะพอมีเวลาให้ช็อปอะไรได้นิดหน่อย มีเวลาแลกเงินเพื่อโทรศัพท์ ลำพังแค่จะลากของแล้ววิ่งๆๆไปให้ทันยังเหนื่อยแทบตาย อิรถเข็นนี่ก็หนักชิบ ตอนเข็นไว้บนบันไดเลื่อนแทบจะลมปราณแตกซ่าน ไอ่เรารึก็ตัวเล็กๆต้องเอาร่างมาพยุงรถเข็นอันเท่าแรดไม่ให้ไหลตกบันได สุดยอดมากๆ ปากก็พลางร้องด่าไปเรื่อย ดีที่แถวนั้นไม่มีคนไทย ไม่งั้นคงนึกด่าเราในใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชาติกรูมันถึงได้ปากจัดหาใดเหมือนแบบนี้วะเนี่ย
ในที่สุดก็ขึ้นไปจนถึง ยังไม่วายมาเจอวิบากกรรมกับตู้โทรศัพท์เล็กน้อยพอเป็นไอเดีย แต่ก็เบื่อมากๆจนไม่มีแรงจะวี้ด เลยเดินไปขึ้นเครื่องแต่โดยดี ตอแรกกำหนดไว้ว่าราว
หนึ่งชม. 15 นาทีจะถึง แต่ปรากฎคราวนี้ไวกว่า แค่ 45-50 นาทีก็ถึงแล้ว ดีมากเลย เลยยิ่งรู้สึกเหมือนโฮสท์มัมม้าช้านิดหน่อย พอขึ้นรถเค้าได้ดูนาฬิกาถึงรู้ว่าเค้ามาปกติ
เรามาไวเองตะหาก
Posted by: tassieme on: 31/01/2009
29/01/09 : 22.45
ความจริงแล้วที่มานี่ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่หรอกนะ แต่เพราะว่ามีเรื่องกับตัวล็อกกระเป๋าอย่างที่บอกอ่ะ เลยกลายเป็นต้องตื่นเช้าไปโดยปริยายเลย ตอนแรกกะไว้ว่าจะตื่นสักสิบ
โมง เอาเข้าจริงตื่นตั้งแต่เก้าโมง เพราะว่ารีบตื่นมารอเบบี๋ที่นัดมาช่วยเปิดล็อกเฮงซวยนั่นแต่เช้า
หลังจากที่จัดการเรื่องล็อกได้ก็เริ่มชิวๆแล้ว พาเบบี๋ไปกินร้านตามสั่งข้างบ้านเป็นมื้อส่งท้าย ก่อนที่จะไม่ได้กินฝีมือป้าแต๋วอีกเป็นปีๆ หุหุ แต่เอาเข้าจริงกลับกินได้น้อย คง
เพราะตื่นเต้นละมั้ง เลยเหลือให้เบบี๋กินตั้งเยอะ เสร็จแล้วก็กลับเข้าบ้านมานั่งเล่นเนทอยู่ราวชม.นึงได้ ก็ดีที่ได้คุยกับเพื่อนเป็นการส่งท้าย จนหนำใจแล้วก็ขึ้นไปอาบน้ำเตรียม
ตัวออกเดินทาง
ด้วยความที่คุณเจ๊ไม่ค่อยเห่อเลยยยย ก็สั่งให้ออกบ้านตั้งแต่ยังไม่สี่โมง พอขับออกมาพ้นซอยไปได้หน่อย ก็เจอรถติดแล้ว แต่เราไม่ใจเสียนะ เพราะว่าไม่ใช่คนขี้กังวลเกินเหตุก็คิดว่าไปทันแน่ๆ เพราะเตี๊ยมเวลากับน้องที่ทำงานสนามบินไว้แล้ว ว่าเราควรไปถึงกี่โมงดี แต่ไม่น่าเชื่อแฮะว่าคุณป๋าแกจะตัดสินใจขึ้นทางด่วน อิอิ ร้อยวันพันปีไม่เคยจะขึ้นกะเค้า แต่ก็ดีเพราะว่าถึงเร็วกว่าที่กำหนดไว้เยอะมากเลย ร่วมชม.ได้มั้ง
พอมาถึงชั้น 4 ผู้โดยสารขาออก คุณป๋าก็ปล่อยเรา แม่ และเบบี๋ลงจากรถก่อน เพื่อขนสัมภาระเราไปรอเช็คอิน เดินนานมากเหมือนกัน แต่เราไปเช็คมาคร่าวๆแล้วว่าสายการ
บินที่เรานั่งมานี่ ต้องไปเช็คอินที่ row ไหน พอมาดูป้ายบอกอีกที โอ้โห เกือบสุดทางโน่น ได้ row U แน่ะ ก็เดินๆๆไปกัน แบกของมาหนักอึ้ง จนมาหารถเข็นเอาได้ใกล้ๆ ก็
ยืนรอเจ้าหน้าที่เช็คอินเค้ามา อีกราวสิบนาที
จากนั้นก็เอากระเป๋าชั่งน้ำหนัก อิอิ ผ่านฉลุยเลย แต่แอบเกินที่กะไว้สองโลกว่าๆได้ ก็ไม่เป็นไร เสร็จแล้วก็ได้ broading pass มา ตรวจเช็คความเรียบร้อยกันก่อน แล้วจึงลง
มาหาอะไรกระแทกปากแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งสุดท้าย คนเยอะมากๆ หาร้านนั่งกินดีๆไม่ได้เลย ต้องซื้อของจากซุ้มอาหารมานั่งกินที่ม้านั่งตามทาง คุณน้องชั้นเสร่อ
มาก มาไกลถึงสนามบิน แต่เล่นกินลูกชิ้นปิ้ง กะมาม่า หุหุ ส่วนเรากินไก่ทอด กับแบ่งข้าวหมูแดงจากเบบี๋มานิดหน่อย กินทั้งๆที่ไม่หิวเท่าไหร่
ช่วงห่างระหว่างเช็คอินกับตรวจพาสปอร์ตมีเยอะมาก เพราะไปถึงเร็ว ก็เริ่มเดินไปชั้น 4 อีกทีตอนใกล้ทุ่ม ได้เวลาที่จะต้องจากกันแล้วล่ะ ยืนเกร่ๆรอกันได้พักนึง ก็ตัดสินใจ
เข้าไป ร่ำลาทุกคนพร้อมหน้า น้องเราปล่อยโฮเลย น่าสงสารมาก ต้องปลอบกันใหญ่ เบบี๋กะแม่เราก็น้ำตาคลอเชียว อะเหะ
แต่ตอนตรวจพาสปอร์ตเราแอบเสร่อมาก เพราะดันไปยืนช่องที่ตรวจสำหรับชาวต่างประเทศ ไม่ได้เฉลียวใจเลย เดินไปทางไหนเจอคิวก็ต่อมันตรงนั้น พะวงกับพวกที่มาส่งข้างนอกด้วย น้องก็ร้องไห้อยู่ กลัวเบบี๋ร้องไห้ตามด้วย หันไปมองอยู่นั่นแล้ว หุหุ เลยโดนเจ้าหน้าที่ดุนิดหน่อยเลย แต่เค้าก็เรียกอีกคนมาช่วยตรวจ ก็ไม่มีอะไรผ่านไปได้ด้วยดี
จนมาถึงตอนที่เข้าเกทแล้ว เราเตรียมมาพร้อมมาก ผ่านฉลุยอีกเช่นกัน ตรวจของ ค้นของแปบเดียว เราก็มานั่งรอเครื่องขึ้นแล้ว นั่งอ่านหนังสือที่คุณป๋าซื้อให้เป็นของขวัญ
เนื่องในโอกาสไปเรียนต่อ นั่งรอราวๆ 15 นาทีมั้ง เค้าก็เรียกให้ขึ้นเครื่องได้ ก็รีบมาจองที่เชียว เพราะไม่อยากเบียดคนเยอะๆ
เราได้ที่นั่งกลางๆลำ แต่ว่าติดทางเดิน ค่อยดีหน่อยลุกนั่งสบาย เวลาจะลุกไปเข้าห้องน้ำงี้ ไม่ต้องเบียดใครออกมา แต่อีที่เก็บของบนหัวนี่สูงเกินจะใฝ่มาก ขนาดปีนเก้าอี้เพื่อจะ
ได้ใกล้ขึ้นแล้ว ยังเปิดไม่ค่อยถึงเลย ก็อาศัยดันๆเขี่ยๆเอา ดีที่มีผู้โดยสารคนนึงช่วยดันให้ หุหุ เค้าคงรำคาญที่อินี่ขวางทางเค้าอยู่นานแระ เลยช่วยๆดันซะ เราจะได้ไปพ้นๆ
ทางซะที กร๊ากก
พอเก็บของเสร็จสิ่งแรกที่ทำเลยคือกินยา เพราะกลัวหูอื้อ ปวดหูมากๆ เลยกินกันไว้ก่อน ตามสูตรเค้าให้กินก่อนราวครึ่งชม. แต่เอาจริงแล้วเครื่องมันออกช้ากว่าเวลาที่บอก
ตอนแรก 30 นาทีได้ แต่ก็ไม่เป็นไร ดีที่ได้ยาเวียนหัวมาด้วย ตอนแรกขอตาไว้แล้ว แต่ลืมหหยิบเอามาเผื่อ ก่อนออกจากบ้านคุณเจ๊เลยรีบเอามาส่งให้ สงสัยตาจะนึกออก
เลยฝากส่งมา หุหุ ถ้าลืมละแย่แน่เลย เพราะไม่รู้จะเมาตอนตกหลุมอากาศป่าว
สรุปเครื่องออกตอน 21.40 ได้มั้ง แถมก่อนเครื่องออก เราเริ่มง่วง งีบไปรอบนึงด้วยนะ มาตื่นอีกทีตอนที่เค้าจะสาธิตป้องกันภัยอะไรนั่น ทำกันนานจนปวดฉี่เลย จะลุกก็ลำบาก
เพราะของเยอะ แถวยังมีอิชุดวิดิโอ ชุดนอนหลับมาขายให้ควั่กอีก เกะกะคนจะเดินชะมัดเลยอ่ะ
ตอนที่พิมพ์อยู่นี่ก็เริ่มง่วงแล้ว แต่ยังจะรอดูก่อนว่าอาหารมาป่าว จะได้กินก่อนนอน หุหุ
Posted by: tassieme on: 29/01/2009
เราเชื่อว่าหลายคนคงจะมีกระเป๋าเดินทางอยู่ที่บ้านอะนะ ไม่ว่าจะของตัวเองหรือของคนอื่นที่อยู่ด้วยกัน กระเป๋าเดินทางบางรุ่น นิยมมีตัวล็อกแบบที่ป้อนรหัสเพื่อเปิดล็อกแยกออกมาจากตัวกระเป๋า ซึ่งอีนี่แหละ ตัวปัญหา
เมื่อวันก่อนโน้นเราลองตั้งรหัสใหม่ เพราะรหัสที่ได้มาจากโรงงานเป็น 000 เราว่ามันง่ายไป เลยตั้งใหม่ของตัวเอง อยากได้เป็นเลข 555 ก็เลยจิ้มๆไปตามใบคำแนะนำอันเล็กเท่าจิ๋มแมวที่มันแนบมาให้ในซองสูญญากาศ ก็มากะอีตัวล็อกนั่นแหละ
พอเราทำตามขั้นตอนไปแล้ว ทีนี้จะมาลองปลดล็อกดู มันปลดไม่ออกง่ะ หน้าซีดตัวสั่นกันเลยทีเดียว แต่ก็ตั้งสติได้ เลยเริ่มหมุนสุ่มจาก 000 ไปเรื่อยอ่ะ จนถึง 999 เหนื่อยมากอ่ะ นั่งหมุนไปหมุนมา 2 รอบอ่ะ รอบแรกนับเดินหน้า รอบสองนับถอยหลัง บางทีก็พักมือเพื่อโทรหาเบบี๋ด้วยนะ เพราะใจเสียมากๆ ตอนแรกคิดว่าจะไปทั้งแบบนี้แหละ ไว้ไปเปิดเอาที่บ้านโฮสท์นั่นเลย ไปนั่งงมๆเอาเองก็ได้ แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าตอน check-in เค้าอาจจะมีเปิดดูของก่อน หรือตอนที่เครื่องลงที่ออสฯแล้วก็อาจจะมี ก็เลยต้องพยายามเปิดให้ได้ แต่ปล้ำอยู่นานก็ไม่ออก เลยตัดสินใจไปนอน
ก่อนจะนอนก็โทรบอกเบบี๋อีกที ให้รีบมาแต่เช้าๆ จะได้มาช่วยกันเปิด หุหุ แต่จนแล้วจนรอดเบบี๋ก็ยังเปิดไม่ได้ ในที่สุดเลยตัดสินใจไปอัญเชิญคุณป๋าลงมาดู เพราะแกถนัดเชิงช่าง ปล้ำอยู่พักนึงก็ไม่ออก คุณเจ๊เลยมาบัญชาการเองเลยทีนี้ สั่งให้คุณป๋าผ่าตัวล็อกเลย ไม่เอาไว้มันแล้ว หุหุ ถึงจะถอดได้เราก็ไม่เสี่ยงเอามาใช้อีกหรอก
ระหว่างที่คุณป๋าจัดการกับตัวล็อกซังกะบ๊วย เรากับเบบี๋ก็ออกไปหาสายยูจากร้านฮาร์ดแวร์ใกล้ๆบ้าน ได้มาตัวนึง 50 แน่ เสียค่าโง่ไป สุดท้ายก็เปิดได้สำเร็จ เล่นเอาใจหล่นไปตาตุ่มเลยแน่ะ เกือบไปแล้วไม๊ล่ะ เหอๆๆ เข้าใจว่าแกนของแถบรหัสเลขมันคงจะพังอ่ะ พอหมุนมายังเบอร์ที่เลือกไว้เป็นรหัส มันก็ยังไม่ยอมปลดล็อกให้ซะที หมุนเท่าไหร่ๆก็ไม่ยอมได้
เลยอยากเตือนว่าไม่ต้องไปใช้มันหรอกอีตัวล็อกพวกนี้น่ะ ซื้อแบบสายยูดีๆมาใช้เลยดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ อีตัวล็อกแบบนี้จะเจ๊งขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตอบไม่ได้
ปล. อย่าใช้กระเป๋าที่ทำจากไฟเบอร์นะ มันไม่ทน ใช้แบบผ้าดีกว่า
Posted by: tassieme on: 27/01/2009
เชื่อว่าคนที่ไม่เคยไปออสเตรเลีย หรือว่าไม่เคยคิดจะไปเรียนต่อที่นี่ อาจจะมีโอกาสรู้จักกับเจ้า vegemite นี่น้อยมากๆ ส่วนคนที่มีพอจะเคยได้ยินมาบ้าง ก็คงจะได้ยินในแง่ร้ายของมันมากกว่า คือรสชาติที่ไม่เอาอ่าวเลย สำหรับใครที่ไม่ใช่ชาวออสซี่น่ะนะ วันนี้จะมาบอกให้ฟังว่าเจ้านี่มันคืออะไร

vegemite เป็นครีมเนื้อสีดำอมน้ำตาล ที่มีรสเค็มนำ ทำมาจากผักนานาชนิด ยีสต์ ผสมกับมอลต์ เป็นอาหารที่ชาวออสซี่ชอบกันมาก กินกันทุกครัวเรือนเลยก็ว่าได้ ทุกคนล้วนเติบโตมากับสิ่งนี้ ก็พอๆกับที่คนไทยเราเคยกินขนมปังทาน้ำพริกเผาแม่ประนอมนั่นแหละ เจ้าเวจจี้ไมท์นี่สามารถเอาไปทำอาหารได้หลายอย่างนะ หลักเลยก็คือทากับขนมปังแล้วกินเลย จบ หรือจะเอาไปผสมกับสลัด ผสมซุป ผสมในอะไรก็ได้ทั้งนั้น

แต่ที่ต้องขอเตือนเลยก็คือ ถ้ามีชาวออสซี่คนไหนส่งของกินอะไรที่ใส่เจ้านี่มาให้คุณกิน ก็ขอให้คุณก้มหน้ารับกรรม เอ๊ยย ก้มหน้ากินๆไปเถอะ จะดีกับตัวคุณเองที่สุด อย่าไปทำท่าอี๋แหวะ ท่าโอ้กอ้ากให้เค้าเห็นเด็ดขาดเชียว นอกจากว่าในของกินนั้นมีของที่คุณแพ้หรือกินไม่ได้อยู่จริงๆ ก็หา excuse เอาเอง นับว่าเป็นโชคดีไป งิงิ แต่ยังไงเราก็แนะนำให้ลองดูนะ จะได้เป็นรสชาตินึงของชีวิตไง๊

อิอิ เคยมีคนบอกว่าถ้าใครที่มาเรียนต่อ ณ ดินแดนจิงโจ้แห่งนี้ แล้วยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติอันสุดบรรยายของเจ้า vegemite แล้วละก็ ก็เหมือนกันว่าคนๆนั้นมาไม่ถึงออสซี่เลยทีเดียวเชียว กร๊ากกก
Posted by: tassieme on: 27/01/2009
ด้วยความที่ไม่ได้รวยขนาดมีเงินถุงเงินถัง เช่นกันกับหลายๆคนที่ตัดสินใจมาเรียนต่อที่เกาะแอปเปิลแห่งนี้ คงจะมีเหตุผลหลักที่เลือกแทสเมเนีย เพราะค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล ไม่แพงเท่ารัฐอื่นๆ ส่วนมากช่วงที่มาใหม่ ก็จะพักกับครอบครัวท้องถิ่นกันก่อนราวเดือนนึง หรือ 5 วีค จากนั้นถึงค่อยขยับขยาย ย้ายออกไปเช่าอยู่เอง ก็มีผลส่งมาจากเความงก เอ๊ยย ความรู้ค่าของเงินเนี่ยแหละ (ฮี่ … เอาตัวรอไปได้)
โซว๋ (กรุณาอ่านแบบกระแดะเสียงนิดนุง) เราควรจะเตรียมทางหนีทีไล่ในการหาที่พัก ที่เราจะไปพักต่อเมื่อเราออกจากโฮสท์ไปแล้ว ซึ่งนักศึกษาต่างชาติแบบเราๆก็จะนิยมพักบ้านเช่า หรือแฟลตให้เช่ากันเป็นส่วนมาก วันนี้เราเลยจะขอแนะนำบรรดาเวบที่ใช้หาบ้านเช่า แฟลตเช่า ให้ได้ลองเข้าไปเซอร์เวย์กันดูพลางๆก่อน จะได้มีลู่ทางในการเตรียมงบประมาณ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ว่าเราคงอยู่รอดแน่
เวบที่มาเป็นอับดับหนึ่งในการค้นหาที่พักก็คือ realestate.com.au ที่ได้รวบรวมบ้าน อาคาร อพาร์ตเมนท์ และแฟลตไว้มากมาย มีทั้งแบบซื้อขาด แบบให้เช่า ที่ดินก็ยังมีขาย รวมทั้งรับสร้างบ้านด้วยนะ เรียกว่าครอบคลุมวงการอสังหาฯกันเลยว่างั้น งั้นตามไปสำรวจเวบนี้กันเล้ยยย

ตกแต่งหน้าเวบสีแดงสดใสจริงเชียว งิงิ จากนั้นก็ให้เลือกที่เมนู Rent เพื่อเข้าไปค้นหาบ้าน หรือแฟลตที่ให้เช่าได้เลย

เมื่อเข้ามาแล้ว จะพบว่าการใช้สีจะเปลี่ยนไปทั้งหน้า เป็นการเปลี่ยนสีตาม tab ของเมนู ใน่สวนอื่นๆก็จะมีสีที่ต่างกันไป ทีนี้ให้เลือกไปที่รัฐที่เราต้องการค้นหา ได้แก่ แทสเมเนีย นั่นเอง พอจิ้มไปแล้ว มันจะมีรายละเอียดของที่พักให้เรากรอก

ทีนี้อธิบายกันเป็นส่วนๆเลยแล้วกันนะ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ เราไมได้หาว่าผู้อ่าน จ๊าดง่าวแต่อย่างใด คริคริ
ส่วนที่ 1 – จะถามเกี่ยวกับย่านที่เราต้องการพัก จะเลือกใส่เองก็ได้ ใส่ลงไปได้หลายอัน หรือใครที่รู้ชัดเจนแล้ว จะหาแค่ย่านเดียว ก็ให้จิ้มด้านล่าง มันจะจิ้มได้อันเดียว มีแผนที่ให้ดูประกอบได้นะ ถ้าไม่แน่ใจ จะลองดูก็ได้ว่าย่านไหนใกล้สถาบัน หรือใกล้แหล่งช็อปปิ้ง จะสะดวกดี
ส่วนที่ 2 – จะให้เลือกราคาค่าเช่าต่อสัปดาห์ กำหนดเป็นราคาขั้นสูงและขั้นต่ำ จะเลือกจิ้มเอาเอง หรือจะพิมพ์เอาก็ได้ มีค่าเท่ากัน
ส่วนที่ 3 – จะให้เลือกจำนวนห้องพักที่มีในบ้าน กำหนดเป็นขั้นสูงกับขั้นตำเช่นกัน
ส่วนที่ 4 – จะให้เลือกประเภทของที่พัก เค้ามีให้เลือกหลายแบบเหมือนกัน
จากนั้นเราก็จิ้มๆลงไป ของเราต้องการที่พักใน Hobart, South Hobart และ Sandy Bay เท่านั้น ราคาต่อวีคเอาแบบไม่เกิน 400 อิอิ ขั้นต่ำไม่กำหนด ยิ่งถูกยิ่งดี จริงมะ จากนั้นก็มากำหนดจำนวนห้อง ส่วนมากจะนิยมที่ 2 ห้องขึ้นไป เพราะจะได้แชร์กันอยู่สะดวกหน่อย อยู่กับห้องละสองคน ในส่วนสุดท้ายก็ไม่ต้องกำหนดหรอก จะเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่อยู่ในย่านที่ต้องการ ราคาเป็นที่น่าพอใจ มีห้องเพียงพอ ก็อยู่ได้ทั้งนั้น จริงป่ะ

มีผลค้นหาออกมาหลายสิบหน้าเลย ก็ลองดูไปเรื่อยๆ ว่ามีอันไหนน่าสนใจ เข้าไปในแต่ละอัน มันจะมีแผนที่จาก google ให้ดูด้วยนะ จะได้รู้แน่ว่าบ้านอยู่ไหน ใกล้กับสถาบันหรือแหล่งช็อปปิ้งอะไรมั่ง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ในส่วนที่วงสีน้ำเงินไว้ จะเป็นส่วนที่บอกว่ามีกี่ห้องนอน กี่ห้องน้ำ จอดรถได้กี่คัน ซึ่งจุดนนี้ไม่ได้แปรผันตรงตามราคาค่าเช่าเสมอไป ทีนี้ลองเข้าไปดูรายละเอียดของแต่ละที่กันดีกว่า

ในส่วนแรกจะมีบอกเลยว่าที่พักนี้อยู่ส่วนไหน และบอกว่ามีกี่นอน กี่น้ำ จอดรถได้กี่คัน บ้านีท่เราสนใจนี้ อยู่บ่าย Hobart ใจกลางเมืองเลย มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ จอดรถได้คันนึง ส่วนต่อมาจะบอกที่อยู่ของบ้าน และบอกค่าเช่าต่อสัปดาห์ ลองคิดดูว่า 305 $ ต่อวีค แล้วรวมน้ำ+ไฟอีก 100 $ ก็เป็น 420 แล้วบ้านนี้มี 2 ห้องใช่มะ อยู่ได้ 4 คน ก็ตกคนละ 105$ ต่อวีคเอง เดือนนึงก็แค่ 420 เท่านั้น หุหุ ถือว่าราคาถูกกว่าเมืองใหญ่ๆมากเลยแหละจ้า

หน้ามันยาวมาก ฮะฮะ รูปเดียวไม่พอ เลยขออีกรูป ส่วนแรกก็จะสรุปเกี่ยวกับที่พักอันนี้ บอกจำนวนห้องนอน ห้องน้ำ ที่จอดรถ บอกว่าเข้าอยู่ได้เมื่อไร และที่สำคัญ คือบอกค่ามัดจำด้วย ของหลังนี้มัดจำ 1 เดือนเลย ด้านล่างมีแผนที่ให้ดูด้วย ก็เลื่อนๆดูว่าใกล้อะไรบ้าง จะได้วางแผนการเดินทางได้คร่าวนะ เห็นเลยว่าบ้านอยู่ถนนไหน ทีนี้จะเอาไปเช็คเพิ่มกับสายรถเมล์ในตอนก่อนๆก็ยิ่งแจ๋ว
จริงๆแล้วการหาบ้านไม่ได้มีแค่วิธีนี้อย่างเดียว จะเข้าไปหาจากเอเจนท์ที่สถาบันก็ได้ เค้าก็มีตัวแทนอยู่หลายที่ หรือจะลองหาตามประกาศที่ติดไว้ตามบอร์ดต่างๆในสถาบัน ที่เวลามีคนย้ายออกไป เค้าก็จะหาคนมาเสียบ เพื่อช่วยหาค่าเช่า อิอิ ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละ ใครที่สมัยเรียนเมืองไทย เคยอยู่หอ ก็คงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ ต่างกันแค่ภาษาเท่านั้นเอง สบายมากๆ
ปล. เค้าว่าอย่าอยู่ร่วมกับคนจีนอ่ะ บ้านรกมากมาย เหอๆ
Posted by: tassieme on: 27/01/2009
ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอหนังสือที่นำเที่ยว Tasmania อีกเหมือนกันนะเนี่ย คราวนี้เป็นการนำเที่ยวทั้งรัฐเลย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ที่เมืองหลวงเท่านั้น ก็จะเห็นภาพในมุมกว้างกว่าที่เคย เพราะความจริงแล้วแทสเมเนีย ได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่เขียวชอุ่มที่สุดของออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นสถานที่ท่องเที่ยวหลักก็คงหนีไม่พ้นธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ ที่โฮบาร์ตก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างไปในความเป็นเมืองซะมากกว่า
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย กุญชริกา กุญชร ณ อยุธยา หนังสือมีชื่อว่า … ตะลอนทัวร์เที่ยวแทสเมเนีย … หนังสือก็กลางเก่ากลางใหม่นะ ออกขายครั้งแรกปี 2006 ก็พอๆกับเล่มก่อนที่เคยแนะนำไปเลยแหละเนอะ
เล่มนี้ยังไม่ได้อ่านหรอก เพราะว่าแฟนจะซื้อให้เป็นของขวัญวันเดินทาง อิอิ เราจะได้เอาไปอ่านแก้เหงาบนเครื่องได้ เพราะเราไม่ได้สั่งเพิ่มชุดเอนเตอร์เทนตัวเอง 55+ ก็เช่นเคย หนังลือเล่มนี้สามารถหาซื้อได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬา สั่งจากในเวบถูกกว่าหลายบาทอยู่ และจากร้าน se-ed ที่สามารถเข้าไปเช็คได้ว่าแต่ละสาขาเค้ายังมีของเหลือรึเปล่า ลองโทรไปเช็คได้นะ ส่วนเราโทรไปแล้ววันนี้ ที่บิ๊กซี ราชดำริ เค้าว่ามีของ
อ่านแล้วจะได้เที่ยวแทสเมเนียให้ทั่วช่วงปิดเทอมไงละ จะได้ไม่เสียเที่ยวที่ได้มาเรียนถึงเกาะแอปเปิลแห่งนี้
Posted by: tassieme on: 27/01/2009
ง่าาา เรื่องบัตรโทรศัพท์กลับไทยนี้ไม่ซับซ้อนอะไรมากนะ ส่วนมากบัตรจะราคา 10$ ก็โทรได้จนหมดเงินตามมูลค่าบัตร แล้วแต่เรทราคาของประเทศ มันจะต่างกัน ซึ่งเค้าจะมีบัตรหลายแบบมาก แต่ที่แนะนำสำหรับโทรกลับไทยคือ บัตร Lotus ถูกมากๆ ตามมูลค่าบัตรโทรได้เกิน 1000 นาทีเลยนะ (เพื่อนแม่แนะนำมา ขอบคุณไว้ที่นี่ด้วยค่ะ)
ขั้นตอนทั้งหมดที่จะใช้งานก็ง่ายแสนจะง่าย ไปซื้อบัตรมาจากตามร้านขาย ก็จะมีตามชุปเปอร์ แถวๆที่ขายบุหรี่ ก็คือหาซื้อได้ที่เดียวกับพวกบัตรเติมเงินแหละ เมื่อจะโทรให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
1. ขูดรหัสด้านหลัง แล้วโทรไปยังเบอร์ศูนย์กลาง ซึ่งเบอร์นี้มันแล้วแต่รัฐที่เราอยู่ จะมีบอกไว้อยู่แล้วที่ตัวการ์ด
2. เลือกภาษา ส่วนมากก็จะมีภาษาไทยด้วย
3. กดรหัสบัตร ตามด้วยเครื่องหมาย #
4. กดรหัสโทรออกนอกประเทศ คือ 0011 ตามด้วยรหัสประเทศไทยคือ 66 ตามด้วยเบอร์ที่จะโทรไป แต่ตัด 0 ออกไม่ว่าเบอร์บ้าน เบอร์มือถือก็ตาม เช่น เบอร์บ้านแม่ 0011 662 539 xxxx , เบอร์มือถือแฟน 0011 668 1xxx xxxx
แต่ในการจะโทรด้วยบัตรต่างแดนเนี่ยเนี่ย มันจะเสียค่าต่อสายด้วยนะ โทรจากเครื่องบ้านเริ่มต้นที่ครั้งละ 50 เซ็นต์ขึ้นไป แต่สำหรับเครื่องสาธารณะ ก็หยอดเหรียญอย่างต่ำ 50 เซ็นต์ แต่จะดีกว่าถ้าเราใช้บัตรโทรศัพท์ในการโทร เพราะว่าจะคิดแค่ 50 เซ็นต์เท่านั้นเลย ซึ่งบัตรโทรศัพท์ธรรมดา (ที่ไม่ใช่ข้ามแดน) นี้ก็หาซื้อได้ทั่วไป เช่นเดียวกะบัตรเติมเงินนั่นแล ถ้าใครต่อด้วยมือถือ จะไม่คิดเป็นครั้งนะ จะคิดเป็นนาที ไม่ใช่ต่อครั้งแบบเครื่องบ้าน หรือสาธารณะ ซึ่งบางเครือข่ายเค้าจะทำโปรโมชั่นร่วมกับบางบัตร ให้เราเสียค่าต่อตรงนี้ถูกลงถึงฟรี อย่าง virgin หรือ optus
และที่ต้องจำไว้ให้แม่นเลยคือว่า ถ้า โทรแล้วมันไม่ติด สายหลุด หรือว่าโทรเสร็จแล้วจะโทรต่ออีกเบอร์ อย่ากดวางเป็นอันขาด สำหรับการต่อสายด้วยเบอร์บ้านและสาธารณะ เพราะจะเท่ากับว่าคิดค่าต่อครั้งใหม่ ให้กดเครื่องหมาย # ไปสองที เพื่อกดเบอร์ใหม่ได้ หรือโทรซ้ำเบอร์เดิมได้ แต่กับมือถือไม่ต้อง เพราะมันคิดเป็นนาทีตลอดอยู่แล้วจ้า
ง่ายจริงๆใช่ไม๊ล่ะ คิคิ